เปิดความเห็นและข้อเสนอแนะ สอง กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ต่อการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

1

เปิดความเห็นและข้อเสนอแนะสอง กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ต่อการปรับปรุงร่างพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดส่งความเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … แก่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ     การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายหลังจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็น NBTC Public Forum หัวข้อ “มุมมองภาคประชาชนต่อแนวทางปรับปรุงกฎหมาย กสทช.” วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๙
ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น ๓ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค รายละเอียด ดังนี้

ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. …
ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ขึ้นพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว ในการนี้นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา     ในฐานะ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้จัดเวที NBTC Public Forum ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ ขึ้นเมื่อวันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เพื่อให้สาธารณชนรับทราบเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาและเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฯ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทาง     การปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในประเด็น ดังต่อไปนี้

  • องค์ประกอบ คุณสมบัติ กระบวนการได้มา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับหลักการไว้พิจารณา จะเกิดผลดีหรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ อย่างไร

    ๑.๑ องค์ประกอบของ กสทช. เห็นว่า การแก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการ จากเดิมจำนวน ๑๑ คน ให้เหลือเพียง ๗ คน เป็นผลดี เพราะสอดคล้องกับทิศทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมในยุคหลอมรวมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเห็นควรกำหนดจำนวนกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่แน่นอนในแต่ละด้าน เพื่อเป็นหลักประกันให้มีกรรมการผู้เชี่ยวชาญครบทั้งเจ็ดด้าน เพื่อรองรับบริบทสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

๑.๒ คุณสมบัติของ กสทช. เห็นว่า การกำหนดคุณสมบัติทั่วไป ซึ่งกำหนดให้กรรมการ กสทช. ก) ต้องเป็นหรือเคยเป็นข้าราชการพลเรือน พนักงานในหน่วยงานอื่นของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หรือ ข) หากเป็นนักวิชาการ ต้องดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไปมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือ ค) หากเป็นเป็นนายทหารหรือนายตำรวจ ต้องมียศหรือเคยมียศพลโท พลอากาศโท พลเรือโท หรือพลตำรวจโทขึ้นไป หรือ ง) หากเป็นผู้บริหารในหน่วยงานเอกชน ต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารที่มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ จ) หากเป็นบุคคลที่ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคต้องมีประสบการณ์มาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี กรณีนี้แม้เป็นการกำหนดคุณสมบัติทั่วไปแต่กลับเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ที่ความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์และประสงค์จะสมัครเข้ารับการสรรหาโดยไม่มีความจำเป็น  อีกทั้งการกำหนดคุณสมบัติในลักษณะดังกล่าวไม่มีส่วนสะท้อนถึงความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์อันจะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. แต่อย่างใด

๑.๓ กระบวนการได้มา เห็นว่า การกำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาฯ ทำหน้าที่คัดเลือก
ผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. โดยมีองค์ประกอบมาจากผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดให้ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นมิใช่ตำแหน่งของผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือมีประสบการณ์ด้านการตลาด การแข่งขัน และอุตสาหกรรมสื่อโดยตรง จึงไม่อาจเป็นหลักประกันได้ว่าจะสามารถคัดเลือกผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมและสมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ได้ อีกทั้งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของ กสทช. ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้นจึงเป็นการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยขัดหรือแย้งกับบทบาทหลักที่กฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้

นอกจากนี้การกำหนดองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาฯ มีองค์ประกอบมาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหมด จึงทำให้ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในการกำหนดการสรรหากรรมการ กสทช. ผ่านองค์กร                ที่มาจากภาคประชาชนโดยตรง เช่นเดียวกับเจตนารมณ์ที่ปรากฏในกฎหมายฉบับปี ๒๕๔๓ และฉบับปี ๒๕๕๓ ดังนั้นจึงสมควรกำหนดให้มีองค์กรที่มาจากประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการสรรหากรรมการ กสทช.

อนึ่ง ผู้แทนของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการมีผลประโยชน์ทับซ้อน      ในกรณีที่จะกำหนดในบทบัญญัติของกฎหมายว่าให้ สตง. มีบทบาทในกระบวนการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช.     และการเป็นกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งในประเด็นอื่นๆ อาทิ กิจการดาวเทียม งบประมาณ การบริหาร ซึ่ง สตง. ได้ส่งความเห็นในทุกประเด็นไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แล้ว

๑.๔ อำนาจหน้าที่ของ กสทช. เห็นว่า  มาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไข มาตรา ๒๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ การกำหนดให้ กสทช. จัดทำและดำเนินการให้เป็นไปตามแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม แผนความถี่วิทยุและแผนเลขหมายโทรคมนาคม โดยที่แผนข้างต้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประกอบมาตรา ๑๙ ที่เพิ่มเติมมาตรา ๒๗/๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่กำหนดให้คณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำกับ และมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการดำเนินงานของ กสทช. ว่าดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติฯ หรือไม่ ซึ่งเป็นการลดสถานะ กสทช. จากองค์กรกำกับที่มีความเป็นอิสระกลายเป็นองค์กรปฏิบัติงานตามนโยบายหน่วยงานรัฐด้วยกัน จึงควรปรับแก้ไขสาระโดยให้ กสทช. คงความเป็นอิสระในเชิงนโยบาย การดำเนินการภายใต้แผนงานทั้งในระดับชาติของฝ่ายบริหารจึงควรกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนในระดับเป้าประสงค์หรือตามความคาดหมายทางนโยบายของฝ่ายบริหาร เพื่อให้ กสทช. มีอิสระในการดำเนินการ และสามารถเลือกแนวทางบริหารจัดการหรือกำหนดวิธีการด้วยตนเองได้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากหน่วยงานของรัฐ

๒. องค์ประกอบ คุณสมบัติ กระบวนการได้มา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับหลักการไว้พิจารณา จะเกิดผลดีหรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ อย่างไร

การยกเลิก “คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน” และกำหนดให้มี “คณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน” โดยเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ในสาระสำคัญ ซึ่งถือได้ว่า   เป็นการยกเลิกระบบการตรวจสอบภายนอกโดยสิ้นเชิง และปรับเปลี่ยนให้เป็นเพียงหน่วยตรวจสอบภายใน     ขององค์กร เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่เฉพาะการกำกับบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินผล          การดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. และแจ้งผลดังกล่าวให้ กสทช.ทราบ       เพื่อดำเนินการต่อไปตามที่ กสทช. เห็นสมควร จึงไม่ก่อให้เกิดผลดีกับกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุล          การดำเนินงานของ กสทช. โดยรวม นอกจากนี้การกำหนดให้มีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน           และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าร่วมเป็นกรรมการกำกับ        การประเมินผลการปฏิบัติงานจึงเป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กสทช. ในภายหลัง เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบการดำเนินงานหน่วยงานของรัฐ รวมถึง กสทช. อยู่แล้ว หากการทำหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมายปรากฏว่าขัดหรือแย้งกับมติหรือความเห็น      ของผู้แทนหน่วยงานตนเอง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาทับซ้อนในการดำเนินการ

อย่างไรก็ดีหากพิจารณาการดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของ กตป. ตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายฉบับปี ๒๕๕๓ ย่อมพบว่ามีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับความเป็นอิสระและการเข้าถึงข้อมูล    ของ กสทช. จึงเห็นควรพิจารณาให้วุฒิสภาในฐานะหน่วยงานคัดเลือก กสทช. เป็นผู้แต่งตั้ง กตป. ขึ้นเป็นกลไก     ที่มีอำนาจหน้าที่ติดตามตรวจสอบ กสทช. และรายงานต่อวุฒิสภา พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ให้ประชาชนรับทราบ และให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงาน กสทช. โดยกำหนดเป็นสัดส่วนจากรายได้ที่ได้รับจากค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ เพื่อให้ กตป. เป็นกลไกที่มีความเป็นอิสระและสามารถตรวจสอบการดำเนินการของ กสทช. โดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับหลักการไว้พิจารณา จะเกิดผลดีหรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ อย่างไร

        ๓.๑ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม 

(๑) มาตรา ๑๕ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไข มาตรา ๒๗ (๕) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยกำหนด กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน ซึ่งจะมีผลเป็นการยกเลิกมาตรา ๔๓ ประกอบมาตรา ๔๖ ของ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ๒๕๕๓ ที่ระบุว่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็นสิทธิเฉพาะตัวจะโอนแก่กันมิได้ โดยผู้ที่ได้สิทธิ์ในคลื่นความถี่ไปแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้สามารถให้คนอื่นมาใช้งานบนความถี่เดียวกันนั้นได้ และจะก่อเกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรคลื่นความถี่

(๒) มาตรา ๒๔ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไข มาตรา ๔๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ และกำหนดสาระเพิ่มเติม “…โดยเฉพาะด้านการบริการสาธารณะแก่ประชาชน” เห็นว่า จะก่อให้เกิดปัญหาในการตีความเพื่อนำไปปฏิบัติ เนื่องจากการจัดสรรคลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการเป็นไปเพื่อบริการสาธารณะเป็นสำคัญ อีกทั้งหากภายหลัง กสทช. ตีความว่าเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามมาตรา ๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อให้อนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะในสามประเภท ยิ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจะไม่นำไปสู่การปฏิรูปการถือครองคลื่นความถี่เพื่อกระจายให้ทุกภาคส่วนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง กสทช. แต่แรกเริ่ม จึงเห็นควรให้ตัดสาระในส่วนนี้

(๓) มาตรา ๒๕ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไข มาตรา ๔๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ และกำหนดสาระเพิ่มเติม “…แต่ในกรณีที่เป็นการประกอบกิจการทางธุรกิจที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ การคัดเลือกให้ทำโดยวิธีการประมูลแต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับโดยจะคำนึงถึงจำนวนเงินที่เสนอให้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้” เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในลักษณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งในด้านการพิจารณาอนุญาตและการแข่งขันเข้าสู่ตลาด เนื่องจากเป็นการทำลายหลักการสำคัญที่กำหนดให้ใช้วิธีการประมูลสำหรับกิจการทางธุรกิจ อีกทั้งในการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่อมสามารถกำหนดเงื่อนไขการประมูลให้ต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับได้อยู่แล้ว เช่น การประมูลทีวีดิจิทัลที่ผ่านมามีการแบ่งช่องรายการในหลายประเภท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านต่างๆ จึงเห็นควรให้ตัดสาระในส่วนนี้ออก

๓.๒ การเยียวยาผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

มาตรา ๑๖ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ให้เพิ่มเติม (๑๒/๑) ในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบมาตรา ๓๑ ที่แก้ไข มาตรา ๕๒ (๖) เห็นว่า กระบวนการเรียกคืนคลื่นความถี่ตามมาตรา ๘๒ มาตรา ๘๓ ประกอบมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ     พ.ศ. ๒๕๕๓ มีความชัดเจนเพียงพอแล้ว  การกำหนดเพิ่มเติมในลักษณะดังกล่าวอาจกระทบกับกระบวนการ    เรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำมาจัดสรรใหม่และสร้างภาระให้กับรัฐในการเรียกคืนคลื่นความถี่โดยไม่จำเป็น     เนื่องจากหน่วยงานที่ถือครองคลื่นความถี่ในระบบเดิมทั้งหมดเป็นหน่วยงานภาครัฐซึ่งมิได้มีสถานะเป็นเจ้าของทรัพยากรคลื่นความถี่ดังกล่าว อีกทั้งในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนกการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน   ในการคืนคลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บบริหารคลื่นความถี่ แต่อย่างไรก็ตามกรณีที่หากต้องกำหนดให้มีการชดเชยเยียวยาการเรียกคืนคลื่นเพื่อสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้มีเพียงกรณีเดียว คือ เป็นกรณีที่ผู้ใช้คลื่นความถี่ได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่มาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น     จึงเห็นควรให้ตัดสาระในส่วนนี้ออก

  • การแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนให้สามารถนำเงินของกองทุนไปลงทุน ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับหลักการไว้พิจารณา จะเกิดผลดีหรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ อย่างไร

มาตรา ๓๔ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไข มาตรา ๕๕ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ         องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๓ และกำหนดสาระเพิ่มเติมโดยให้มีการนำเงินกองทุนฯ ไปลงทุนได้      เป็นการกำหนดให้มีการดำเนินการในลักษณะที่ขัดต่อหลักการในการจัดเก็บเงินจากผู้ประกอบกิจการ            เพื่อนำมาส่งเสริมและพัฒนากิจการอันเป็นที่มาของรายได้ อีกทั้งรายได้ของกองทุนซึ่งถูกปรับแก้กฎหมาย         ให้ผ่องถ่ายไปยังหน่วยงานของรัฐอื่นแล้วย่อมมีเงินไม่มาก จึงควรกำหนดให้นำเงินกองทุนไปใช้ประโยชน์ได้      ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เดิมเท่านั้น และไม่เห็นชอบที่จะกำหนดวัตถุประสงค์เพิ่มเติมเพื่อให้                     มีการนำเงินกองทุนไปลงทุนเพื่อแสวงหารายได้ได้

๕. ข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อให้การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

มาตรา ๔๖ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา ๔๘ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมเห็นว่า เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในของสำนักงาน กสทช. และเป็นอำนาจของ กสทช. ในการกำหนดโครงสร้างการบริหารงานบุคคลตามมาตรา ๔๖ วรรแรก อยู่แล้ว และสะท้อนว่าเป็นเพียงการประกันประโยชน์ให้กับบางกลุ่ม จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะบัญญัติไว้เป็นกฎหมายเช่นนี้และเห็นควรให้ตัดสาระในส่วนนี้ออก

ดาวน์โหลดหนังสือ คลิ้ก!

ดาวน์โหลดรายงานรายงานการเสวนา NBTC Public Forum “มุมมองภาคประชาชนต่อแนวทางปรับปรุงกฎหมาย กสทช.”
ฉบับเต็ม คลิ้ก! ที่นี่