NBTC Policy Watch เปิดงานวิจัย เสนอ กสทช. ตั้งสำนักงานสนับสนุนวิทยุชุมชนใช้คลื่นร้อยละ 20 ให้เป็นจริง

CrRadio5

NBTC Policy Watch เปิดงานวิจัย เสนอ กสทช. ตั้งสำนักงานสนับสนุนวิทยุชุมชนใช้คลื่นร้อยละ 20 ให้เป็นจริง

(วันนี้) วันศุกร์ 19 มิ.ย. 58  NBTC Policy Watch จัดแถลงงานวิจัยเรื่อง”กระบวนการอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงบริการชุมชนของ กสทช.” โดย นางสาวศริณทิพย์ หมั้นทรัพย์ นักวิจัยโครงการ และเสวนาในหัวข้อ “อนาคตวิทยุชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. : รุ่ง หรือ ร่วง?” วิทยากรประกอบด้วย นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการสำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง สำนักงาน กสทช.,ดร.ประวิทย์ ชุมชู อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนายคุณวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ซึ่งจากการดำเนินงานเกี่ยวกับวิทยุชุมชนที่ผ่านมา รวมทั้งประสบการณ์วิทยุชุมชนในต่างประเทศ เพื่อให้การกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงประเภทบริการชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสนับสนุนวิทยุชุมชนให้มั่นคงต่อไป นางสาวศริณทิพย์ นักวิจัย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อ กสทช. ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงให้ภาคประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต้องเร่งให้วิทยุรายเดิมคืนคลื่นโดยเร็ว และนำมาจัดสรรใหม่ให้ใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยในระหว่างการจัดสรรคลื่นใหม่ ให้ กสทช. ทดลองออกแบบการจัดสรรคลื่นเอฟเอ็มในบางพื้นที่ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการจัดสรรคลื่นต่อไป รวมทั้งการจัดโครงสร้างสายงานการบริหารและปฏิบัติการในสำนักงาน กสทช. ตามประเภทกิจการ  มิใช่แยกตามภาระงานเช่นในปัจจุบัน  โดยให้มี “สำนักวิทยุชุมชน” เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับวิทยุชุมชนโดยเฉพาะ ตามแบบ สหราชอาณาจักร  ให้ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบกิจการ พิจารณาใบอนุญาต ต่ออายุใบอนุญาต จัดทำคู่มือแนะนำผู้ประกอบการ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล  รวมถึงสนับสนุนวิทยุชุมชนในด้านต่างๆ   อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่สามารถปรับโครงสร้างองค์กรในลักษณะดังกล่าวได้ ให้สำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง (ปส1) ที่รับผิดชอบการอนุญาตทดลองประกอบกิจการ ตั้ง “จุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)” ภายในสำนักงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการกับผู้ประกอบการวิทยุชุมชนไปก่อน

CrRadio1

ทั้งนี้ ศริณทิพย์ เสนอเรื่องการบริหารสำนักงานให้มีธรรมาภิบาล การทำงานแบบมีส่วนร่วม   ร่วมกับ (participate) ผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชน และองค์กรตัวแทน ประเมินผลและสรุปการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อออกแบบกระบวนการ และขั้นตอนการออกใบอนุญาตใหม่สำหรับวิทยุชุมชน (และวิทยุประเภทอื่น)  ให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง และตอบสนองความต้องการของทั้งองค์กรกำกับดูแลและผู้ประกอบกิจการ  ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลผู้ประกอบการวิทยุชุมชนต่อสาธารณะผ่านเว็บไซต์แบบสหราชอาณาจักร ไม่อาจถือว่าเป็นการเปิดเผยความลับของผู้ประกอบกิจการ  ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการวิทยุชุมชนนั้น สามารถพิสูจน์ตนเองว่าทำเพื่อชุมชนจนเป็นที่ประจักษ์ และได้รับใบอนุญาตให้มีสถานีวิทยุเพื่อชุมชนแล้ว  องค์กรกำกับดูแล ควรเปิดเผย “การมีอยู่” ของกลุ่มคน และสถานีเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้สังคมวงกว้างรับรู้และใช้เป็นแบบอย่างต่อไป นอกจากนี้ กสทช. ควรมุ่งเน้นสู่การสร้างนโยบายบนฐานของข้อมูล การรวบรวมข้อมูลโดยตรงจากแบบคำขอรับใบอนุญาต และประมวลผลอย่างมีระบบ ในประเด็นกลุ่มผู้ฟังที่ครอบคลุมหรือเป็นเป้าหมายของสถานี  ความโดดเด่นของเนื้อหารายการที่ให้บริการ  การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อชุมชน  วิธีการระดมทุน เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและการกำกับดูแลวิทยุชุมชนต่อไป การทำงานที่โปร่งใส-ตรวจสอบได้  การเปิดเผยข้อมูล และเปิดรับฟังความคิดเห็น ไม่ควรเป็นไปเพียงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น  แต่ยังเป็นไปเพื่อช่วยให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย  เช่น การเปิดเผยรายละเอียดของวิทยุชุมชนที่ได้รับใบอนุญาต จะทำให้วิทยุชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง “ร่วมตรวจสอบ” เพื่อให้กลไกกำกับดูแลกันเอง ร่วมกันเป็นจริง

“ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนด้านงบประมาณ  รัฐ หรือองค์กรกำกับดูแล (กสทช.) จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเฉพาะ “สำหรับสนับสนุนวิทยุชุมชน” โดยอาจตั้งเป็นกองทุนวิทยุชุมชน และมีคณะกรรมการบริหารกองทุน บริหารจัดการแบบในสหราชอาณาจักร  หรือสนับสนุนงบประมาณไปยังองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนวิทยุชุมชนแบบในออสเตรเลีย  เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเสริมศักยภาพในด้านต่างๆ   อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดความช่วยเหลือให้ไม่นำมาซึ่งภาวะพึ่งพิงเกินสมควร เพราะสถานีวิทยุชุมชนควรอยู่ได้ด้วยการอุดหนุนของชุมชน” ศริณทิพย์กล่าว

เสวนาในหัวข้อ “อนาคตวิทยุชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. : รุ่ง หรือ ร่วง?” วิทยากรประกอบด้วย นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการสำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง สำนักงาน กสทช.,ดร.ประวิทย์ ชุมชู อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนายคุณวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ในวงเสวนาได้มีการอภิปรายถึงสภาพปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่จะช่วยพยุงให้วิทยุชุมชน “รุ่ง” ได้อย่างไรในสังคมไทย

นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ สำนักงาน กสทช. กล่าวว่าที่ผ่านมาภาครัฐ ทำหน้าที่กำหนดขั้นต่ำของเกณฑ์ โดยใช้ฐานจากผู้รู้นักวิชาการที่เห็นว่าต้องมี หลักการพิสูจน์ เห็นด้วยว่า ต้องลงพื้นที่ แต่เราต้องจัดลำดับความสำคัญ  ปัจจุบันเหลือวิทยุชุมชนน้อย ปัจจุบันมีสถานียื่นขอใบอนุญาตประเภทชุมชน 500 กว่าสถานีและดำเนินการได้จริงเพียง 220 สถานี

วิชาญ อุ่นอก กล่าวว่า ปัจจุบันมี วิทยุชุมชนประมาณ 200 สถานี มองว่า เงื่อนไขในการพิจารณาใบอนุญาตส่งผลให้วิทยุชุมชนอ่อนแรง รวมถึงช่วงเวลาภายหลังรัฐประหารที่เพิ่มขั้นตอนมากขึ้น  เช่น การต้องแสดงเอกสารสิทธิ์บนพื้นที่สาธารณะเพื่อประกอบการยื่นขอทดลองประกอบกิจการ เป็นต้น สิ่งที่ต้องพิจารณาหากต้องการให้วิทยุชุมชนอยู่ได้ คือ การสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการใช้เอกสาร  และการส่งเสริมให้กำกับดูแลกันเอง

ดร. ประวิทย์ ชุมชู จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นว่า การมีมาตรฐานทางเทคนิคในเรื่องกำลังส่ง เป็นการแก้ปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน ด้านหนึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นภาระของวิทยุชุมชน ในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น  แก้เครื่อง , การตั้งเสาสัญญาณ , การประกอบเครื่อง ซึ่งชุมชนมีข้อจำกัด ต่างจากประเภทธุรกิจ

มณีรัตน์ จาก กสทช. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องข้อจำกัดเกี่ยวกับเอกสารและความรู้เรื่องเทคโนโลยี ว่าเป็นเรื่องที่สำนักงานรับรู้ และพยายามให้เจ้าหน้าที่เข้าใจข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งนี้ทาง กสทช.เตรียมประกาศ รายชื่อ lab ที่ตรวจเครื่องส่งให้ฟรี , นอกจากนี้ยังเตรียมโครงการสนับสนุนชุมชนที่ดี เช่น จะสนับสนุนกึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่าย โดยจะเชื่อมโยงกับกองทุน กสทช. ทั้งนี้เห็นว่า การจะอยู่หรือไปของวิทยุชุมชน ขึ้นกับตัวสถานีเองและ การสนับสนุนจาก กสทช.

ในขณะที่ วิชาญ  เห็นว่า  กองทุน กทปส. และ กสทช. ควรสนับสนุนวิทยุชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยงบประมาณ อย่ามองว่า ไม่ต่างจากธุรกิจ และปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาใบอนุญาตในแบบเดียวกัน และเห็นว่า กสทช. ควรเน้นเรื่อง การส่งเสริมงบประมาณในเรื่องกำกับดูแลร่วมให้กับวิทยุชุมชน มากกว่า การเน้นเรื่องการพิจารณาใบอนุญาต

ดร.ประวิทย์ ติงว่า ค่าแก้เครื่องอยู่ที่ 3 – 5  หมื่นบาท ดังนั้น การที่ กสทช. มีแนวทางเรื่องตรวจฟรี อาจไม่เพียงพอ หากได้รับการสนับสนุนในช่วงแรก น่าจะอยู่รอดได้โดยการสนับสนุนของชุมชนต่อไป

มณีรัตน์ จาก กสทช. ให้ข้อมูลว่า ประเด็นเรื่องการฟุ้งกระจายของคลื่นและการรบกวนโดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมการบิน สร้างปัญหาที่ร้ายแรงโดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างนักบินกับหอบังคับการบิน เนื่องจากประเทศไทยมีสถานีจำนวนมาก ปัญหากำลังส่งและคุณภาพ/มาตรฐานของเครื่องส่ง

ที่ประชุม ได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนวิทยุชุมชน ซึ่งสนง. กสทช. ได้มีงานวิจัย การตั้งคณะทำงาน  จากการศึกษาพบว่าค่าใช้จ่ายประกอบด้วยสองส่วน คือ  เงินลงทุน เช่น เครื่องส่งและเสา , ทุนผันแปร เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นต้น และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จุดไหนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอภิปราย เสนอว่า สำนักงาน กสทช.ควรสนับสนุนด้านเทคนิคเครื่องส่งและเสาที่ได้มาตรฐานแทนที่จะให้เงิน ทั้งนี้ให้หน่วยงานบางแห่งที่ไม่ได้เน้นธุรกิจ เช่น NECTEC ช่วยในการผลิต สำหรับค่าใช้จ่ายในการออกอากาศ ควรเป็นความร่วมมือของชุมชน ซึ่งต้นทุนเฉลี่ย เดือนละ 5- 6 พันบาท สำหรับการตรวจสอบความเป็นวิทยุชุมชน ที่แท้จริงเพื่อคัดเลือกในการสนับสนุน นั้น สามารถใช้ software มาตรวจสอบเรื่องโฆษณา ได้

อ่านและดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่

CR_Licencing_-_Final_-_19_JUNE_15

 

ขอบคุณที่มา เวบไซต์ nbtcpolicywatch